หน้าแรก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
ติดต่อเรา

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี

 

 

 

ประวัติความเป็นมาอำเภอเกาะสีชัง

เกาะสีชังเป็นเกาะขนาดเล็กที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เกาะหนึ่งของประเทศไทยเนื่อง
จากเคยเป็นสถานที่เสด็จประพาสและเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินของกรุงรัตนโกสินทร์
ถึง 3 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยเป็นสถานที่ที่ทรงใช้เป็นที่บริหารพระราชกรณียกิจที่สำคัญๆ
ในการปกครองประเทศบ้านเมืองมาระยะหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งได้เคยเป็นที่พักอาศัยประชุมกันและ
ดำเนินกิจการของหมู่อำมาตย์ข้าราชบริพาร ระดับผู้ใหญ่ชั้นพระบรมวงศานุวงศ์
นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ประสูติพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2435
และสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะแห่งนี้อีกด้วยซึ่งทำให้เกาะสีชังเป็นเพียงเกาะเดียวในประเทศไทย
ที่มีพระราชวังหรือเขตพระราชฐานตั้งอยู่
ที่เกาะสีชังนี้จากประวัติศาสตร์เกาะสีชังได้กล่าวไว้ว่า
เป็นท้องที่อำนวยสุขภาพและบำรุงอนามัยได้เป็นอย่างดี ในสมัยรัชกาลที่ 5
หรือเกินกว่านั้นขึ้นไป เกาะสีชังเป็นถิ่นที่พักตากอากาศ เป็นดินแดนคนชาวกรุงพากันมาพักรักษาตัว
เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย เช่น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์
และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ก็เคยเสด็จประทับที่เกาะสีชังนี้เพื่อทรงตากอากาศและเยียวยาพระโรคาพยาธิ ก็ปรากฏว่าทรงหายเป็นปกติ
เรื่องราวที่เกี่ยวกับชื่อของเกาะสีชังนั้น เป็นภาษาที่ถือเอาความหมายได้ยากยิ่ง
แม้แต่ปราชญ์ทางภาษาก็เพียงแต่ตั้งข้อสันนิษฐานถึงความหมายและที่มาของคำว่า "สีชัง" ไว้ดังนี้
สีชัง เป็นภาษาของชนชาติหนึ่งที่เป็นชนเผ่าของเขมร เรียกว่า สำแล
โดยอาศัยหลักชาติพันธุ์วิทยาเป็นข้อสันนิษฐานเท่านั้น และไม่ทราบความหมายที่แท้จริง
สีชัง มาจากภาษาจีน คือ ซีซัน ซึ่งหมายถึง สี่คนทำไร่ โดยมีเรื่องราวเล่าว่ามีพ่อค้าเรือสำเภาจีน 4 นาย
ล่องเรือค้าขายมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในธุรกิจการค้ามาตั้งรกราก
และหันมาประกอบอาชีพทำไร่อยู่บนเกาะ ซึ่งต่อมาคำว่า "ซีซัน" จึงแผลงมาเป็น "สีชัง"
สีชัง มาจากคำว่า "สีห์ชงฆ์" ซึ่งหมายถึง แข้งสิงห์ เพราะเกาะนี้มีรูปร่างคล้ายแข้งสิงห์
สีชัง มีตำนานเชื่อว่า ฤๅษีองค์หนึ่งเกิดเบื่อหน่ายโลกีย์วิสัย มาพำนักบำเพ็ญพรต
จนมีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือชาวบ้าน ต่อมาจึงเรียกเกาะนี้ว่า "เกาะฤษีชัง"
ประวัติเกาะสีชัง นาม "สีชัง" หน้าที่ 1 อันนาม"สีชัง" นี้ จะมีมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัด
เท่าที่พบหลักฐานจากหนังสือ กำสรวลศรีปราชญ์ ซึ่งแต่งไว้เมื่อราวปี พุทธศักราช 2235
เรียกเกาะสีชังว่า สระชังดังในโคลงบทที่ 78ได้พรรณนาถึง เกาะสีชังไว้ดังนี้
“มุ่งเห็นละล่ายน้ำ ตาตก แม่ฮา
เกาะสระชงง(สระชัง)ชลธี โอบอ้อม
มลกกเห็นไผ่รยงรก(เรืองรก) เกาะไผ่ พู้นแม่
ขยว(เขียว)สระดื้อล้ำย้อม ยอดคราม”

จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่านาม “สระชัง” คงจะเรียกขานกันมาก่อนปีพุทธศักราช 2235
เข้าใจว่า ต่อมาการออกเสียง “สระชัง” อาจเพี้ยนไปเป็น “สีชัง” ซึ่งเป็นเสียงสั้น และง่ายกว่า
เช่นเดียวกับคำอื่นๆ อีกหลายคำ เช่น บางปลากง ออกเสียงเป็น บางปะกง บางเชือกหนัง
ออกเสียงเป็น บางฉนังวัดเสาประโคน ออกเสียงเป็น วัดเสาวคนธ์ ทัพพระยา ออกเสียงเป็น พัทยา เป็นต้น
ได้มีการสันนิษฐานกันเป็นหลายนัยเกี่ยวกับชื่อ สีชัง
บ้างก็ว่า คำว่า สีชัง เพี้ยนมาจาก สีห์ชังฆ์ ซึ่งแปลว่า แข้งสิงห์
บ้างก็ว่า สี กับ ชัง เป็นชื่อบุคคลผู้มาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่บนเกาะนี้เป็นคู่แรก
อย่างไรก็ตาม คำว่า สระชัง น่าจะมีความไพเราะและมีความหมายมากที่สุด
ทั้งนี้เพราะว่า สระชัง หมายถึง การชะล้างเอาความเกลียดชังออกไป ( มิได้หมายถึงสระน้ำแห่งความชิงชัง )
เช่นเดียวกับคำว่า สระบาป ซึ่งเป็นชื่อเทือกเขาในจังหวัดจันทบุรี
สระบาป หมายถึง การชะล้างเอาบาปทิ้งไป ( มิได้หมายถึงห้วงน้ำแห่งบาป)
อนึ่ง คำว่า สระชัง อาจเพี้ยนมาจากคำว่า สทึง หรือ จทึง ที่แปลว่า แม่น้ำ หรือ ห้วงน้ำ ในภาษาเขมร
คำอื่นๆ ในภาษาไทยที่เพี้ยนมาเช่นเดียวกัน เช่น สทิงพระ สทิงหม้อ คลองพระสทึง ฉะเชิงเทรา เป็นต้น
คำว่า ฉะเชิงเทราเพี้ยนมาจาก สทึงเทรา ที่แปลว่า แม่น้ำลึก หรือห้วงน้ำลึก
โดยนัยดังกล่าวข้างต้น คำว่า สระชัง ก็น่าจะเพี้ยนมาจาก สทึง กลายมาเป็น
สเชิงสชัง สรชังจนเป็น สระชัง ในที่สุดก็อาจเป็นได้ ในสมัยโบราณ เมื่อการ เดินทางค้าขายกับต่างประเทศ
ยังใช้การคมนาคมขนส่งทางน้ำเป็นสำคัญ ไทยเราได้มีการ ค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
ในบรรดาสินค้าที่นำไปขายมีเครื่องสังคโลกรวมอยู่ด้วยในสมัยนั้นเรือสินค้าของไทยเป็นจำนวนมาก
ได้อับปางในบริเวณอ่าวไทยด้านตะวันออก บริเวณเกาะสีชัง พัทยา และสัตหีบ
ในขณะที่เรือสินค้าเดินทางออกมาจากปากอ่าวเข้าสู่ทะเลใหญ่ ไม่มีสิ่งใดเป็นที่หมายแห่งสายตา
จะมีก็แต่เกาะสีชังเท่านั้นเมื่อชาวเรือแล่นเรือ มาถึงบริเวณนี้และมองเห็นเกาะสีชัง จึงเรียกบริเวณนี้ว่า สระชัง
ซึ่งหมายถึงบริเวณที่เป็น ห้วงน้ำอันกว้างใหญ่ คำว่า สระชัง ได้กลายมาเป็น สีชัง ในปัจจุบัน 
กิ่งอำเภอเกาะสีชัง เป็นเกาะใหญ่ตั้งอยู่กลางทะเล ตรงกันข้ามกับอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
เดิมขึ้นในเขตการปกครองของอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2486 จึงได้โอนมาขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ก่อนเป็นเขตสุขาภิบาลเกาะสีชังอยู่ในการปกครองของกิ่งอำเภอเกาะสีชัง
และได้ยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2537
และได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลตำบลเกาะสีชังเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2542
โดยผลของพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล
เมื่อปีพ.ศ.2542 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเกาะสีชังคนแรกคือ
ขุนอธิกรณ์สมรรถการ เข้ารับตำแหน่ง เมื่อปีพ.ศ.2479

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลทั่วไปของอำเภอเกาะสีชัง(AmphoeKoSichang)

อำเภอเกาะสีชัง มีพื้นที่ 17.3 ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 2008           
รหัสไปรษณีย์     20120
ที่ว่าการอำเภอเกาะสีชังตั้งอยู่เลขที่ 68 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าเทววงษ์ อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี 20120
พิกัด     13°09′48″N 100°48′30″E
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3821 6201          
หมายเลขโทรสาร  0 3821 6201
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ทะเลในเขตร้อน อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุมที่พัดปกคลุม
อุณหภูมิเฉลี่ย 31.3 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว 
อาชีพหลัก ได้แก่ ประมง 
อาชีพเสริม ได้แก่ ค้าขาย การบริการและการท่องเที่ยว รับจ้าง เกษตรกรรม 
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตทางการประมง เช่น สัตว์น้ำต่างๆ  เช่น ปลากะพง ,ปลาหมึก  

เกาะสีชังมีเกาะบริวารรวม 8 เกาะ
1.เกาะขามใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสีชัง
2.เกาะขามน้อย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสีชัง
3.เกาะปรง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสีชัง
4.เกาะร้านดอกไม้ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะสีชัง
5.เกาะสัมปันยื้อ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะสีชัง
6.เกาะยายท้าว ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะสีชัง
7.เกาะค้างคาว ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะสีชัง
8.เกาะท้ายตาหมื่น ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเกาะสีชัง

ที่ตั้งและอาณาเขต
อาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงดังนี้
ทิศเหนือ-จดทะเลเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
ทิศใต้-จดทะเลเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ทิศตะวันออก-จดทะเลเขตอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ทิศตะวันตก-จดทะเลเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

 

แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอเกาะสีชังจังหวัดชลบุรี

คำขวัญประจำอำเภอเกาะสีชัง
พระจุฑาธุชราชฐาน ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ วันไหลเกาะขาม ลือนามพระพุทธบาท หาดทรายงามล้ำค่า เมืองท่าพาณิชย์

 

 

พระจุฑาธุชราชฐาน

พระจุฑาธุชราชฐาน ตั้งอยู่ ณ เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี อดีตเคยเป็นพระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเหตุการณ์วิกฤต ร.ศ.112 ก็สิ้นสุดการเป็นเขตพระราชฐาน และมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาขอใช้พื้นที่ ปัจจุบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอใช้พื้นที่บางส่วนเพื่อเป็นสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต และทำหน้าที่ดูแลรักษาพระจุฑาธุชราชฐานไปในคราวเดียวกัน
ปีพ.ศ.2431 พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงพระประชวร โดยได้รับคำแนะนำจากแพทย์หลวงให้ให้เสด็จมาประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชัง จนพระอาการทุเลาลง นอกจากนี้ เกาะสีชังยังเป็นที่พักฟื้นของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธอีกพระองค์
ปีพ.ศ.2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้าง “อาคารอาไศรยสฐาน” ขึ้น 3 หลังพระราชทานนามว่า "เรือนวัฒนา" ตามพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี "เรือนผ่องศรี" ตามพระนามของพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี และ "เรือนอภิรมย์" ตามพระนามของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์
ปีพ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานมายังเกาะสีชัง ซึ่งในขณะนั้นพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวีทรงพระครรภ์ใกล้มีพระประสูติการ ดังนั้น รัชกาลที่ 5 จึงทรงสร้างพระราชฐานขึ้น และพระราชทานนามพระราชฐานนี้ว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” ตามพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก โดยการก่อสร้างพระราชฐานนั้นมี สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดชเป็นแม่กอง พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพศาสตรศุภกิจเป็นนายช่างผู้ออกแบบ โดยประกอบด้วย พระที่นั่ง 4 องค์ ได้แก่ พระที่นั่งโกสีย์วสุภัณฑ์ พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ พระที่นั่งโชติรสประภาต์ พระที่นั่งเมขลามณี และ ตำหนัก 14 ตำหนัก ได้แก่ ตำหนักวาสุกรีก่องเก็จ ตำหนักเพ็ชรระยับ ตำหนักทับทิมสด ตำหนักมรกตสุทธิ์ ตำหนักบุษราคัม ตำหนักก่ำโกมิน ตำหนักนิลแสงสุก ตำหนักมุกดาพราย ตำหนักเพทายใส ตำหนักไพฑูรย์กลอก ตำหนักดอกตะแบกลออ ตำหนักโอปอล์จรูญ ตำหนักมูลการะเวก ตำหนักเอกฟองมุก ซึ่งพระราชทานนามให้สอดคล้องกันหมด
ปีพ.ศ.2436 เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 การก่อสร้างพระที่นั่งและตำหนักต่าง ๆ ก็ชะงักลง นอกจากนี้ พระองค์โปรดให้รื้อถอนพระที่นั่งและตำหนักบางส่วนไปสร้างไว้ที่อื่น เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งเครื่องไม้สักทอง 3 ชั้น โปรดให้เชิญมาสร้างขึ้นใหม่ใกล้พระที่นั่งอัมพรสถาน ในพระราชวังดุสิต เมื่อพ.ศ. 2443 พระราชทานนามใหม่ว่า "พระที่นั่งวิมานเมฆ" หลังจากเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 พระจุฑาธุชราชฐานจึงมิได้เป็นพระราชวังในการเสด็จแปรพระราชฐานตั้งแต่นั้นมา
ปีพ.ศ.2545 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มทำการปรับปรุงพระราชฐานขึ้นใหม่ เพื่อจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2547 โดยในส่วนที่ได้ปรับปรุงและจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ และโบราณสถาน
หลังจากนั้น พระจุฑาธุชราชฐานจึงใช้เป็นสถานที่ของหน่วยงานราชการหลายแห่งปัจจุบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์การใช้ที่ดินบางส่วนจากกรมธนารักษ์ เพื่อเป็นสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต และทำหน้าที่ดูแลรักษาพระจุฑาธุชราชฐานซึ่งเป็นโบราณสถานในเขตที่ดินดังกล่าว
พระจุฑาธุชราชฐาน ยังเป็นพระราชวังหรือเขตพระราชฐานเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วยที่มีที่ตั้งอยู่บนเกาะ
พิกัด : 13.149965, 100.817269

     
 

พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯมาวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งองค์ใหญ่ในพระจุฑาธุชราชฐานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2435 พร้อมกับพระราชทานนามพระที่นั่งองค์ใหญ่นี้ว่า พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ และในวันเดียวกันนี้ก็มีพระราชพิธีอีก 2 พิธีคือ พิธีสมโภชน์เดือนพระราชกุมาร และพระราชทานนามพระราชกุมารว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิรกฯ” และพิธีพระราชทานนามพระราชฐานว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ ใช้เป็นที่ประทับอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาในน่านน้ำไทยและได้ต่อสู้กับทหารเรือที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า มีการปิดอ่าวไทยและมีทหารส่วนหนึ่งขึ้นมาบนเกาะสีชัง ทำให้ไม่เป็นการปลอดภัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯมาประทับที่เกาะสีชัง จึงเสด็จฯกลับกรุงเทพฯ
ปีพ.ศ.2443 หลังจากเสด็จฯกลับจากประพาสยุโรป ได้เสด็จฯประพาสหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกทรงทอดพระเนตรเห็นพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์รกร้างอยู่ จึงมีพระบรมราชโองการจัดการรื้อพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์มาสร้างในพระราชวังสวนดุสิต กรุงเทพมหานครฯและทรงพระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ”

         

หลักฐานการพระราชทานนามพระราชโอรสที่ประสูติที่เกาะสีชัง (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลกฯ) พระราชวังที่สร้างบนเกาะสีชัง (พระจุฑาธุชราชฐาน) และพระที่นั่งองค์ใหญ่ที่ใช้เป็นที่ประทับ (พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์)ได้จารึกไว้ที่ศิลาจารึกซึ่งอยู่ใต้ต้นมะขามตรงข้ามกับพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ และด้านหลังของศิลาจารึกมีการบันทึกเกี่ยวกับต้นมะขามที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ขุดมาจากพลับพลาที่ประทับเดิม ก่อนจะรื้อทำการสร้างพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ มาปลูก ณ จุดปัจจุบัน
          ปัจจุบันพระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์เหลือเพียงฐานรากของพระที่นั่งเท่านั้น มีประวัติบอกเล่าพร้อมภาพในสมัยที่มีการก่อสร้าง ซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และภาพพระที่นั่งวิมานเมฆมาให้เปรียบเทียบ ในส่วนศิลาจารึกนั้น ไม่สามารถอ่านได้เนื่องจากกาลเวลาทำให้ลบเลือนไป จึงมีแท่นกระจกคัดลอกข้อความจากศิลาจารึกทั้ง 2 ด้านมาไว้ให้อ่านแทน

 

     
 

เรือนอภิรมย์

เรือนอภิรมย์ เป็นเรือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่จ้างเหมาสร้าง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตัวที่เกาะสีชังเรียกกันว่า อาไศรยสถาน ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช 2431
          ในปีพุทธศักราช 2432 เมื่อการก่อสร้างอาไศรยสถานแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีฉลองอาไศรยสถานแห่งนี้ โดยมีพิธีสวดมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์และพระราชทานชื่อเรือนแห่งนี้ว่า เรือนอภิรมย์ ตามพระนามพระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ที่ทรงบริจาคทรัพย์จัดซื้อเครื่องตกแต่งสำหรับเรือนแห่งนี้ 
          เรือนแห่งนี้เข้าใจว่าในระหว่าง ปีพุทธศักราช 2434-2436 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ เกาะสีชัง ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยเนื่องจากอยู่ในบริเวณพระราชฐานและใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์และพระราชวงศ์ เมื่อพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม : เรือนอภิรมย์ เป็นอาคารตึกชั้นเดียว รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว พร้อมเรือนครัว และห้องน้ำรูปยาวขนานกัน อยู่ต่อจากเรือนผ่องศรี โดยมีลานโล่ง เชื่อมอยู่ระหว่างอาคารทั้ง 2 หลัง ด้านหน้าหันเข้าหาทะเลด้านตะวันออก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องเกล็ดเต่า เรือนใหญ่มีขนาด 6X22.50 เมตร ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร ก่ออิฐถือปูนปิดส่วนใต้ถุน มีเฉลียงกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดด้านหน้าพร้อมลูกกรงไม้กันตก ภายในแบ่งออกเป็นห้องใหญ่กลางอาคาร 1 ห้อง ขนาด 4X5 เมตร และสองปีกซอยเป็นห้องเล็กขนาด 4X4 เมตร ปีกละ 2 ห้อง แต่ละห้องมีประตูเข้ากลาง 2 ประตู ด้านหน้า 1 ประตู และด้านหลัง 1 ประตู ห้องกลางมีหน้าต่างด้านหน้า 2 บาน ด้านหลัง 3 บาน ด้านสกัดหัวท้ายมีหน้าต่างข้างละ 2 บาน ด้านหลังมีเฉลียงไม้ และห้องน้ำเล็ก 2 ห้อง กระหนาบหัวท้าย เชื่อมกับเรือนครัวด้วยลานซีเมนต์กว้าง 3 เมตร มีรางระบายน้ำฝน เรือนครัวมี 4 ห้อง ขนาดเท่ากันคือ 3X3 เมตร
          ปัจจุบันมีการบูรณะพระจุฑาธุชราชฐานเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เรือนอภิรมย์ได้จัดเป็นเรือนที่มีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 และจัดแสดงโมเดลจำลองเรือนวัฒนา เรือนอภิรมย์ เรือนไม้ริมทะเล วัดอัษฎางคนิมิตร และพื้นที่พระราชฐาน ส่วนเรือนครัว 4 ห้องใช้เป็นที่เก็บของของพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน

     
 

เรือนผ่องศรี

เรือนผ่องศรี เป็นเรือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่จ้างเหมาสร้าง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตัวที่เกาะสีชังเรียกกันว่า อาไศรยสถาน ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช 2431
          ในปีพุทธศักราช 2432 เมื่อการก่อสร้างอาไศรยสถานแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีฉลองอาไศรยสถานแห่งนี้ โดยมีพิธีสวดมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์และพระราชทานชื่อเรือนแห่งนี้ว่า เรือนผ่องศรี ตามพระนามพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ที่ทรงบริจาคทรัพย์จัดซื้อเครื่องตกแต่งสำหรับเรือนแห่งนี้ 
          เรือนแห่งนี้เข้าใจว่าในระหว่าง ปีพุทธศักราช 2434-2436 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ เกาะสีชัง ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยเนื่องจากอยู่ในบริเวณพระราชฐานและใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์และพระราชวงศ์ เมื่อพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม : เรือนผ่องศรี เป็นอาคารตึกชั้นเดียวรูปกลม ทาสีขาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 13 เมตร หลังคาทรงกลม ยอดเป็นรูปโดม อาคารก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูงประมาณ 0.90 เมตร ส่วนใต้ถุนเทคอนกรีตปิดเป็นแนวเอียงออกโดยรอบ กว้าง 2 เมตร พร้อมลูกกรง มีบันไดทางขึ้น 3 ทาง เป็นบันไดก่ออิฐถือปูน เสารับชายคาก่ออิฐ ผนังเป็นกำแพงหนา 0.30 เมตร มีประตูทั้งหมด 9 ประตู แบ่งเปิดเป็นตอนบนและล่างได้ ส่วนพื้น เฉลียง ลูกกรง ประตู เพดานและโครงหลังคาตลอดจนช่องระบายอากาศส่วนโดมเป็นไม้ ลักษณะแปลนเป็นโถงรูปกลม เพดานไม้ทำช่องระบายอากาศ กึ่งกลางเป็นรูปกลีบดอกไม้และวางแนวไม้เป็นวงแหวนโดยรอบอย่างงดงาม
          ปัจจุบันมีการบูรณะพระจุฑาธุชราชฐานเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เรือนผ่องศรีได้จัดเป็นเรือนที่มีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติและประวัติผู้มีบทบาทสำคัญกับเกาะสีชังในอดีต แล้วเรือนผ่องศรียังใช้เป็นที่ตั้งของ พระบรมราชานุสาวรีย์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระราชโอรสทั้ง 3 พระองค์ (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ) ซึ่งจำลองมาจากรูปถ่ายที่ถ่ายที่เกาะสีชัง

     
 

เรือนวัฒนา

เรือนวัฒนา เป็นเรือนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระคลังข้างที่จ้างเหมาสร้าง เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมารักษาตัวที่เกาะสีชังเรียกกันว่า อาไศรยสถาน ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช 2431
          ในปีพุทธศักราช 2432 เมื่อการก่อสร้างอาไศรยสถานแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีฉลองอาไศรยสถานแห่งนี้ โดยมีพิธีสวดมนต์ ถวายภัตตาหารพระสงฆ์และพระราชทานชื่อเรือนแห่งนี้ว่า เรือนวัฒนา ตามพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ที่ทรงบริจาคทรัพย์จัดซื้อเครื่องตกแต่งสำหรับเรือนแห่งนี้ 
          เรือนแห่งนี้เข้าใจว่าในระหว่าง ปีพุทธศักราช 2434-2436 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินประทับ ณ เกาะสีชัง ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยเนื่องจากอยู่ในบริเวณพระราชฐานและใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์และพระราชวงศ์ เมื่อพระที่นั่งและพระตำหนักต่างๆยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง 

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม : เรือนวัฒนา เป็นอาคาร 2 ชั้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 11 เมตร โดยประมาณ หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องเกล็ดเต่า อาคารก่ออิฐถือปูน ความหนาของกำแพงประมาณ 0.30 เมตร ทาสีขาว ด้านหน้าซึ่งเป็นทิศใต้หันสู่ทะเลมีเฉลียงยาวตลอดทั้งชั้นบนและชั้นล่าง กว้างประมาณ 2 เมตร มีลูกกรงไม้กันตก บันไดทางขึ้นอยู่กลางอาคารด้านหน้า เป็นบันไดก่ออิฐ ถือปูน ขั้นบันไดทำด้วยหินทราย ด้านทิศใต้มีประตูชั้นล่าง 3 ประตู ชั้นบน 3 ประตู แนวตรงกัน ด้านทิศเหนือ มีหน้าต่างชั้นล่าง 3 บาน ชั้นบน 3 บาน แนวตรงกัน ด้านสกัดหัวท้ายมีหน้าต่างชั้นบน 2 บาน ชั้นล่าง 2 บานแนวตรงกัน ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ ขนาด 6.00X7.00 เมตร 1 ห้อง ห้องบันได 1 ห้อง และห้องเล็กข้างบันได 1 ห้อง ขนาด 3.00X3.50 เมตร โดยประมาณชั้นบนแปลนเหมือนชั้นล่าง ส่วนพื้น บันได ประตู หน้าต่าง เพดาน และโครงหลังคาทำด้วยไม้สัก รูปแบบของอาคารเป็นอย่างอาคารตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น คือ มีเฉลียงแล่นตลอดความยาวของอาคาร รูปแบบเรียบง่าย ดูมั่นคงแข็งแรง ไม่มีสิ่งตกแต่งเกินจำเป็น
          ปัจจุบันมีการบูรณะพระจุฑาธุชราชฐานเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เรือนวัฒนาได้จัดเป็นเรือนที่มีการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในพระจุฑาธุชราชฐาน และมีการจำลองพิธีการวางศิลาฤกษ์พระที่นั่งมันธาตุรัตนโรจน์ และนำรูปปั้นหินอ่อนของพุฝอยสุหร่าย (ของเดิม) มาจัดแสดงด้วย

     
 

เรือนไม้ริมทะเล

เรือนไม้หลังนี้ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเรือนพักตากอากาศของชาวต่างประเทศมาแต่ก่อน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปรับปรุง เป็นที่ประทับแรมของพระราชวงศ์ในคราวเสด็จมารักษาพระองค์ก่อนที่จะมีการสร้างพระจุฑาธุชราชฐานใน พุทธศักราช 2435
          ลักษณะทางสถาปัตยกรรม : เรือนไม้ริมทะเล เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวติดกับสองชั้น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกพื้นสูงประมาณ 0.90 เมตร ขนาดประมาณ 9X18 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนที่เป็น 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงสังกะสี ส่วนที่เป็นชั้นเดียว หลังคาปั้นหยา ส่วนที่ติดกับสองชั้นยกเป็นจั่วด้านหน้า มุงสังกะสีเช่นกัน ส่วนที่เป็นชั้นเดียวยาว 2 เท่าของส่วนที่เป็น 2 ชั้น มีเฉลียงยาวตลอดส่วนที่เป็นชั้นเดียว ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีลูกกรงไม้กันตก ส่วนใต้ถุนก่ออิฐถือปูนปิด มีบันไดขึ้นด้านหน้า แต่งชายคาด้วยไม้ฉลุลายเป็นรูปโค้ง มีเสารับชายคาที่เฉลียง ส่วนที่เป็นชั้นเดียวมี 2 ห้อง ส่วนที่เป็น 2 ชั้นมีห้องชั้นล่าง 1 ห้อง ชั้นบน 1 ห้อง ส่วนที่เป็นชั้นเดียวมีประตูด้านหน้า 6 ประตู ด้านหลัง 6 ประตู มีหน้าต่างด้านสกัด 1 บาน ส่วนที่เป็น 2 ชั้นมีหน้าต่างชั้นล่างและชั้นบนเท่ากัน คือด้านละ 3 บาน รวม 3 ด้าน
          ปัจจุบันมีการบูรณะพระจุฑาธุชราชฐานเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน เรือนไม้ริมทะเลในส่วนที่เป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับสถานที่สำคัญๆและประเพณีของเกาะสีชัง และมีการจัดแสดงวัตถุโบราณที่ขุดได้จากฐานพระที่นั่ง มันธาตุรัตนโรจน์,โมเดลจำลองพื้นที่พระจุฑาธุชราชฐาน และแผนที่การเดินชมภายในบริเวณพระจุฑาธุชราชฐาน ส่วนชั้นบนจัดเป็นสำนักงานพิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน ในส่วนที่เป็นชั้นเดียว ภายในห้องและระเบียงจัดเป็นที่พักรับรอง หรือจุดนั่งพัก สำหรับนักท่องเที่ยว มีอาหารว่างและเครื่องดื่มบริการในช่วงวันหยุด

     
 

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย หรือทูลกระหม่อมติ๋ว อันเป็นพระนามที่เรียกในหมู่พระประยูรญาติและข้าราชบริพาร ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ประสูติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2435 ณ พระตำหนักมรกฎสุทธิ์ เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เมื่อเจริญพระชันษาได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ นอกจากวิชาการหลักทรงได้ศึกษาวิชาการดนตรีและการละคร ที่ทรงโปรด นับเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกที่มีความสามารถในการดีดพิณใหญ่ 47 สาย ซึ่งเรียกว่า ฮาร์พ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการทรงเปียโนและไวโอลิน เมื่อสำเร็จการศึกษาทรงนำฮาร์พและเปียโนคู่หลังใหญ่กลับมาเมืองไทย ส่วนดนตรีไทย สามารถทรงระนาดและฆ้องวง 
                   ด้านการทรงงาน ด้วยความมุ่งมั่นพระทัยที่จะทรงรับราชการเป็นพระอาจารย์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก จึงทรงมีลายพระหัตถ์ไปยังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระบรมราชานุญาตตามพระประสงค์ต่อมา ทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าอาจารย์พระองค์แรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและของประเทศไทย ทรงมีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ ทรงสอนวิชาภาษาอังกฤษของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ เริ่มทรงงานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2461
      สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทรงอภิเษกกับหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร ชุมพล พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์และหม่อมบุญยืน ในวันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2465 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ก่อนที่จะทรงอภิเษกกับหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร ชุมพล พระองค์ทรงมีหม่อมแล้ว 2 ท่าน คือ หม่อมลออ ศิริสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธิดาพระนมอิน ศิริสัมพันธ์ และหม่อมระวี ไกยานนท์ ซึ่ง สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทรงมีพระโอรสและพระธิดา2 พระองค์ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา หม่อมลออเป็นหม่อมมารดา และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช 
      สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก เริ่มมีอาการประชวรตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2466 เรื่อยมา ด้วยพระโรคบิดเรื้อรัง และพระโรคพระวักกะ (ไต) พิการ คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลพระองค์อย่างใกล้ชิด ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 เวลา 20.18 น. สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการอันสงบท่ามกลางความโศกเศร้า รวมพระชนมายุ 31 พรรษา

 
     
 

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่

ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาห่างจากท่าเรือเทววงศ์ไปทางด้านเหนือของเกาะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเกาะสีชังให้ความเคารพนับถือ
ลักษณะเป็นถ้ำซึ่งดัดแปลงเป็นศาสนสถาน ที่ผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมจีนและไทย จากบริเวณศาลมองเห็นทิวทัศน์บ้านเรือนด้านหน้าเกาะได้ชัดเจน

       ความเป็นมาของเจ้าพ่อเขาใหญ่
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การเดินทางค้าขายทางทะเลย่านเกาะสีชังเป็นไปอย่างคึกคัก
เรือนับร้อยลำจอดอยู่ในทะเลรอบเกาะเพื่อขนส่งสินค้าเข้า-ออก นับเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าทางทะเลแห่งเดียวของประเทศไทย
ที่ไม่ต้องใช้ท่าเทียบเรือ ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณเกาะสีชังมีภูมิประเทศที่เหมาะสม คืออยู่ห่างจากชายฝั่งเพียง 12 กิโลเมตร
กับยังอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกงที่มีชุมชนหนาแน่น นอกจากนี้เกาะสีชังและเกาะบริวารยังเป็นชัยภูมิที่เรือสามารถจอดหลบคลื่นลมได้เป็นอย่างดี
ประกอบกับร่องน้ำในทะเลบริเวณนี้ลึกมากพอที่เรือสินค้าขนาดใหญ่จะสามารถจอดเทียบได้โดยไม่เกยตื้นหรือหินโสโครก
ในหมู่ของพ่อค้าเรือสำเภาต่างชาติมีพ่อค้าชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ที่พบว่าบริเวณภูเขาหัวเกาะสีชัง
(ปัจจุบันเรียกว่า เขาคยาศิระ) ซึ่งเป็นเขาหินสูงชันในเวลาค่ำมืดจะปรากฏแสงสว่างสุกใสเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง
จึงได้พากันสำรวจพื้นที่และพบถ้ำซึ่งปรากฏหินรูปของเจ้าพ่อเขาใหญ่ในลักษณะนั่งประทับอยู่
จึงได้เกิดศรัทธาแรงกล้า และบนบานขอให้เจริญรุ่งเรืองทางการค้า และได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
จึงได้ก่อสร้างเป็นศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ขึ้น(มีหลักฐานว่ามีศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่แล้วเมื่อปีพ.ศ.2435) ความศักดิ์สิทธิ์ได้ขจรขจายไปจนชักจูงผู้คนที่เคารพเลื่อมใสให้มาสักการะเป็นจำนวนมาก
ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเชื้อสายจีน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง เป็นต้น
จนกระทั่งคนเกาะสีชังร่วมกับศิษยานุศิษย์จัดงานเทศกาลไหว้เจ้าพ่อเขาใหญ่ขึ้น ประมาณ 45 วัน หลังตรุษจีน
บริเวณศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ นอกจากจะมีถ้ำของเจ้าพ่อเขาใหญ่แล้ว ยังมีสถานที่สักการะอยู่ในบริเวณเดียวกัน
ได้แก่ ศาลเจ้าแม่กวนอิม ศาลเจ้าโป๊ยเซียน ศาลเจ้าพ่อขุมทรัพย์ วิหารพระสังกัจจายน์ ศาลแป๊ะม้า - แป๊ะกง ศาลเจ้าพ่อเห้งเจีย และศาลเจ้าอู๋ไต้กง
เทศกาลสำคัญ
1.ประเพณีรับส้มและปิดฮู้เจ้าพ่อเขาใหญ่ ประมาณก่อนตรุษจีน 2 สัปดาห์
2.ประเพณีไหว้ตรุษจีนตรงกับวันตรุษจีนของทุกปี
3.ประเพณีนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่ ประมาณ 45 วัน หลังตรุษจีน

พิกัด : 13.167454, 100.806078


 

 

 

 

 

 

 

     
 

 

 

ลือนามพระพุทธบาท

รอยพระพุทธบาท
ประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาท เมื่อรัตนโกสินทร์ศก 111 หรือ พ.ศ. 2435
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ทรงอัญเชิญศิลารอยพระพุทธบาทโบราณมาจากพุทธคะยา
ประเทศอินเดีย เป็นศิลาจำหลักรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ราวปี พ.ศ. 500 ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธศาสนา เป็นที่เฉลิมพระราชศรัทธาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 ทรงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนไหล่เขาพระจุลจอมเกล้า เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่ผู้นับถือศาสนาพุทธสืบไป
มีการสวดมนต์ทำพิธีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองตั้งแต่วันที่ 27-30 เมษายน พ.ศ.2435
และอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในมณฑป พระราชทานชื่อไหล่เขาที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทว่า ไหล่คยาศิระแห่งยอดเขาพระจุลจอมเกล้าและโปรดเกล้าให้จัดงานนักขัตฤกษ์นมัสการรอยพระพุทธบาทขึ้น
วันที่ 16-19 พฤษภาคม 2435 เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสได้ขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทเป็นประเพณีสืบต่อไป
“ไหล่คยาศิระ” คือ ไหล่เขาของ “ยอดพระจุลจอมเกล้า” ยอดเขาสูงซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของเกาะสีชัง บริเวณไหล่คยาศิระแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองอันเก่าแก่แล้ว
ยังเป็นจุดชมทิวทัศน์เกาะสีชังจากมุมสูงที่มีความงดงามอย่างมากอีกด้วย
จากบริเวณไหล่คยาศิระจะสามารถมองเห็นเกาะขามใหญ่ , ท่าภาณุรังสี (ท่าบน) ,
ท่าเทวงษ์ (ท่าล่าง) และท่าเรือท่องเที่ยวเกาะสีชัง (ท่าใหม่)
 อันเป็นท่าเรือสำคัญ 3 แห่งทางฝั่งตะวันออกของเกาะสีชังได้อย่างชัดเจน
พร้อมกันนั้นยังมองเห็น “แหลมมหาวชิราวุธ (แหลมสลิด)” ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะสีชังได้ด้วย
พิกัด : 13.169076, 100.805471

 

 

 

Top Page

TOP

PAGE

ข้อมูลอ้างอิง

 

   
ห้องเรียนครูอู๋ นายภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา ปริญญาโท ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (ค.ม.) วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัด สพม.18